ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความแตกต่างของเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมLTFและRMF

หลายท่านคงรู้จักและเคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)อยู่แล้ว บางท่านอาจจะยังสงสัยในเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนทั้งสองอยู่ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร สิ่งที่ผู้ลงทุนในกองทุนรวมLTFและRMF มักจะเป็นกังวลอยู่เสมอก็คือการกลัวทำผิดเงื่อนไขการลงทุน ดังนั้นInvestorPostsจึงขอนำเสนอบทความสั้นๆเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจถึงเงื่อนไขการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อและขายกองทุน

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึงตอไปเราจะเรียกสั้นๆว่า LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีจุดเด่นที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามฐานภาษีของนักลงทุน เป็นแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว(อย่างน้อย 5 ปีเต็มหรือ 7 ปีปฎิทินในLTF) เพียงแต่ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีง่ายๆดังนี้

เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) 
  • ลงทุน LTF ได้สูงสุด ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินต่อปี
  • ลงทุน LTF ได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี 
  • ต้องถือครองกองทุน LTF ดังกล่าวไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน 
  • ไม่บังคับให้ต้องลงทุน LTF ต่อเนื่องทุกปี 
  • ลงทุนLTFปีไหน ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้น 
  • สามารถซื้อกองอื่นๆสลับกันได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องกองเดิม


เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 
  • ลงทุน RMF ได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินต่อปี
  • ลงทุน RMF ได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี โดยต้องนับรวมกับเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • ต้องลงทุนใน RMF ต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนมากกว่า 1 ปี ติดต่อกัน (ยกเว้นปีใดที่ไม่มีเงินได้ ก็ไม่ต้องลงทุน)
  • ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนและถือครองหน่วยลงทุน RMF จนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และจะต้องมีการลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน RMF ครั้งแรก (การนับ 5 ปี ให้นับเฉพาะปีที่มีการซื้อ RMF ปีใดไม่ลงทุนจะไม่นับว่ามีอายุการลงทุนในปีนั้น)
  • เงินลงทุนขั้นต่ำจะต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท หรือ 3% ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี แล้วแต่ว่าจำนวนไหนจะต่ำกว่า

เงื่อนไขง่ายๆเท่านี้ก็ทำให้นักลงทุนตัดสินได้ไม่ยากแล้วใช่ไหมครับว่าควรเลือกลงทุนในกองทุนไหนก่อนดี ส่วนตัวแล้วทีมงาน InvestorPosts เมื่อสมัยละอ่อนอายุยังน้อยก็เริ่มต้นจากการลงทุนในกองทุนรวม LTF ก่อน เมื่อครบกำหนด 5 ปีปฏิทินก็ขายเอาเงินหมุนกลับมาซื้อกองใหม่ทุกปี กำไรที่ได้น้อยนิดก็อย่าลืมว่าเราได้ลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีแรกด้วย ซึ่งเมื่อคิดแบบนี้แล้วการลงทุนระยะยาวให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในหุ้นระยะสั้นอย่างมาก (สมัยนั้นให้ถือครองแค่ 5 ปีปฏิทิน ผู้เขียนเองก็มักซื้อช่วงวันสุดท้ายของปีแล้วขายช่วงต้นปีที่ห้าทำให้เวลาในการถือครองสั้นเพียงสามปีเศษ แต่สมัยนี้ต้องถือ 7 ปีปฏิทินซึ่งก็ยิ่งเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เก็บออมเงินได้นานขึ้น) แต่ถ้าอนาคตรายได้ผู้เขียนมากขึ้นจำเป็นต้องเสียภาษีมากขึ้น ผู้เขียนก็คิดว่าจะลงทุนในกองทุน RMF ด้วยเช่นกัน หรือท่านใดจะเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยการออมเงินขั้นต่ำปีละ 5,000 บาทจนถึงอายุ 55 ปีก็เป็นความคิดในการลงทุนที่ดีเช่นเดียวกัน เรียกว่าออมก่อน รวยก่อนเลยครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทำอย่างไรเมื่อลงทุนผิดเงื่อนไข LTF RMF

การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากกองทุนทั้งสอง นักลงทุนควรลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างวินัยในการลงทุนและสร้างโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทำผิดเงื่อนไขในระหว่างการลงทุน แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นให้ต้องผิดเงื่อนไขการลงทุนไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือเผลอลืมไป InvestorPostsก็มีข้อมูลจะมาแนะนำเพื่อนๆให้ทราบว่าควรทำอย่างไรเมื่อลงทุนผิดเงื่อนไข LTF และ RMF

กรณีที่ 1 ซื้อเกินสิทธิ 
ผู้ลงทุนจะต้องนำกำไรส่วนต่าง (Capital gain) ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุน LTF และ RMF (นับเฉพาะส่วนที่ลงทุนเกิน) ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้ลงทุนต้องคืนภาษีที่ได้รับการยกเว้นไป พร้อมจ่ายเงินคืนเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ผู้ลงทุนขอยกเว้นภาษีจนถึงเดือนที่ผู้ลงทุนทราบว่าตนได้ทำผิดเงื่อนไขการลงทุน นอกจากนี้ ต้องนำ Capital gain ที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมเป็นเงินได้ของปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีเงินได้อีกด้วย
กรณีที่ 2 ขายคืน LTF ก่อนครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน (ยกเว้นกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ จะถือว่าไม่ผ…

10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาว่ากันถึง 10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จกันนะครับ การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องปรับนิสัยการลงทุนของเราดังนี้ 
1. ต้องมีแผนการเทรด นักลงทุนที่ดี ควรต้องมีการวางแผนก่อนการลงทุนทุกครั้ง การลงสนามแบบไม่มีการวางแผนเตรียมความพร้อมก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่ไม่เคยเรียนการชกอย่างถูกวิธีและมีฝึกซ้อมอย่างจริงจัง เป็นได้แค่เพียงนักมวยวัดที่ชกได้แต่ชกไม่เป็น เพราะไม่มีการเรียนรู้ วางแผนการชกที่ดีพอ ไม่รู้จักการเก็บลมหายใจไว้ใช้จนครบยก ยิ่งชกก็ยิ่งหมดแรง ยิ่งออกหมัดก็ยิ่งเปิดเป้าให้คู่ต่อสู้ถลุง เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ลงสนามเทรดโดยไม่มีการวางแผนอะไร ยิ่งเทรดยิ่งขาดทุน ทุนหายกำไรหดหมดไปกับค่าธรรมเนียมและการคัทลอส ดังนั้นการวางแผนก่อนการเทรดทุกครั้งจึงสำคัญอย่างมาก


2. ต้องมีกลยุทธ์ นักลงทุนที่ดีต้องมีกลยุทธ์ กลยุทธ์ของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนเลือกลงทุนระยะสั้น บางคนเลือกลงทุนระยะยาว บางคนชอบเน้นสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคานิ่งๆไว้รับปันผล บางคนชอบหุ้นซิ่งเอาไว้เก็งกำไรส่วนต่างราคา ซึ่งทุกคนที่ว่ามานี้ไม่มีใครผิด…