ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาว่ากันถึง 10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จกันนะครับ การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องปรับนิสัยการลงทุนของเราดังนี้ 

1. ต้องมีแผนการเทรด 

นักลงทุนที่ดี ควรต้องมีการวางแผนก่อนการลงทุนทุกครั้ง การลงสนามแบบไม่มีการวางแผนเตรียมความพร้อมก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่ไม่เคยเรียนการชกอย่างถูกวิธีและมีฝึกซ้อมอย่างจริงจัง เป็นได้แค่เพียงนักมวยวัดที่ชกได้แต่ชกไม่เป็น เพราะไม่มีการเรียนรู้ วางแผนการชกที่ดีพอ ไม่รู้จักการเก็บลมหายใจไว้ใช้จนครบยก ยิ่งชกก็ยิ่งหมดแรง ยิ่งออกหมัดก็ยิ่งเปิดเป้าให้คู่ต่อสู้ถลุง เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ลงสนามเทรดโดยไม่มีการวางแผนอะไร ยิ่งเทรดยิ่งขาดทุน ทุนหายกำไรหดหมดไปกับค่าธรรมเนียมและการคัทลอส ดังนั้นการวางแผนก่อนการเทรดทุกครั้งจึงสำคัญอย่างมาก


2. ต้องมีกลยุทธ์ 

นักลงทุนที่ดีต้องมีกลยุทธ์ กลยุทธ์ของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนเลือกลงทุนระยะสั้น บางคนเลือกลงทุนระยะยาว บางคนชอบเน้นสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคานิ่งๆไว้รับปันผล บางคนชอบหุ้นซิ่งเอาไว้เก็งกำไรส่วนต่างราคา ซึ่งทุกคนที่ว่ามานี้ไม่มีใครผิด นักลงทุนสามารถเลือกกลยุทธ์การลงทุนแบบใดก็ได้ที่เข้ากับจริตของตัวเอง ขอเพียงแค่การลงทุนนั้นไม่ขาดทุนเป็นอันใช้ได้


3. รู้จักการจัดการความเสี่ยง 


การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ คำกล่าวนี้ผมได้ยินมาหลายสิบปีแล้วจนถึงวันนี้มันก็ยังไม่ล้าสมัย การทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น ขอเพียงเรารู้จักการบริหารความเสี่ยง เลี่ยงข้อผิดพลาดที่จะทำให้เราล้มเหลว เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก


4. ทำจิตใจให้ว่าง 


ที่แนะนำให้ทำใจให้ว่างนี้ก็เนื่องจากว่าการลงทุนทุกครั้งมีทั้งเรื่องให้ตื่นเต้นและเสียใจ เราตื่นเต้นเวลาเห็นราคาหุ้นในพอร์ตกำลังเติบโต เช่นเดียวกับที่เราเสียใจที่เห็นหุ้นในพอร์ตหลายตัวดำดิ่งลงไป ถ้าเราไม่มีสมาธิกับการเทรดมากพอ ปล่อยให้เรื่องราวนอกตลาดมารบกวน รับข่าวสารมามากเกินไป เราก็อาจจะพลาดขายหมูหุ้นที่เราเพิ่งจะตื่นเต้นดีใจไปเมื่อกี้ หรืออาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้า เก็บกด เมื่อเห็นพอร์ตเราแดงทั้งกระดาน ดังนั้นก่อนตลาดเปิดผมแนะนำให้ท่านทำสมาธิง่ายๆเช่นการหายใจเข้าออกยาวๆหลายๆครั้ง ทำใจให้สงบ เคลียร์สมองให้โล่งก่อนครับ


5. หมั่นฝึกวินัย 


ไม่ขาย ไม่ขาดทุน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้นะครับ และก็เป็นเรื่องจริงด้วย(ส่วนหนึ่ง)ที่ไม่ขายก็ไม่ขาดทุนจริงๆนั่นแหละถ้าคุณรอให้ราคาหุ้นมันกลับมาได้ แต่มีข้อแม้นะ บริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ห้ามเจ๊งไปก่อนล่ะ วินัยในที่นี้สัมพันธ์กับข้อ 1 ที่บอกว่าต้องมีแผนการเทรด และข้อ 2 ที่ต้องมีแผนกลยุทธ์ เราวางแผนว่าจะเทรดแบบไหน ทะยอยซื้อ ทะยอยขาย ตั้งเป้าหมายกำไร 10%ขายทันที หรือ ขาดทุน 5%จะCut loss ขายตัดขาดทุนทันที หรือว่าฉันไม่สนใจราคา สะสมหุ้นไปเรื่อยๆทุกเดือนตามหลักการ DCA นักลงทุนที่ดีเมื่อวางแผนอย่างไรก็ต้องมีวินัยทำตามนั้นครับ ฝึกไว้ให้เป็นนิสัย แล้วเราจะลดการขายหมู ซื้อหมา หรืออาการติดดอยได้


6. วิเคราะห์ตลาด 


บางคนสงสัย เราซื้อหุ้นเป็นตัวๆแล้วทำไมต้องวิเคราะห์ตลาด การมองตลาดภาพรวมทำให้เราทราบว่าถึงเวลาต้องสะสมเงินสดหรือต้องลงทุนหุ้นเก็งกำไร ในยามที่ตลาดไม่ดี ต่อให้บริษัทดีแค่ไหนราคาหุ้นก็จะถูกภาพรวมของตลาดกดลงมาอยู่ดี เช่นเดียวกับตอนที่ตลาดบ้านเราลบลงไป 1200 จุดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ราคาหุ้น PTT ลงไปที่ 200 บาทโดยประมาณ ตลาดมีแต่ข่าวร้าย พอมาปีนี้ตลาดหุ้นแตะ 1800 จุดตั้งแต่ต้นปี 2561 ราคาหุ้นตัวเดียวกันวิ่งไปเกือบ 500 บาท ตลาดมีแต่ข่าวดี นี่คือตัวอย่างภาพรวมของตลาดที่ส่งผลต่อหุ้นรายตัว 


7. ทบทวนการเทรด 


แน่นอนว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด และไม่มีใครวางแผนการเทรดและเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทุกครั้ง เมื่อเริ่มลงทุนไปสักพักเราจะยิ่งเห็นความบกพร่องของตนเอง บางคนอาจเสียเงินจ่ายค่าหน่วยกิตไปเป็นหลักหมื่นหลักแสนหรือหลักล้านบาท ซึ่งเมื่อได้นำมาทบทวน ค.ว.ย. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ แต่ละครั้ง แต่ละรอบการเทรด เราผิดพลาดตรงไหน หรือตรงไหนที่เราทำได้ดีแล้ว เมื่อนำมาปรับแผนให้ดีขึ้นเราก็จะเป็นนักลงทุนยิ่งเก่งขึ้นครับ


8. ศึกษานิสัยราคาหุ้น 

หุ้นก็เหมือนคนนี่แหละครับ มีนิสัยส่วนตัวของมัน หุ้นที่ดีส่วนใหญ่จะวิ่งในกรอบของตัวเอง วันดีคืนดีอาจมีจังหวะลากยาวๆหรือกดลงมาหนักๆ ให้เราพิจารณาเลือกเป็นจังหวะขายทำกำไรหรือเข้าเก็บสะสม กรอบราคาอาจมีการยกขึ้นถ้าผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่อง หรืออาจจะเข้าสู่ขาลงถ้าผลประกอบการแย่ลง ผมจึงมักเก็บสะสมเศษหุ้นที่สนใจเพื่อเอาไว้ติดตามราคาครับ ตัวไหนเราชอบก็วางแผนเก็บเพิ่ม ตัวไหนเลี้ยงไว้ดูเล่นสักพักแล้วไม่ถูกจริตก็ขายออกไป ปรับพอร์ตใหม่ การซื้อเป็นเศษหุ้นทำให้เราไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก หลายครั้งเราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกกว่าหรือแพงกว่าราคาปกติ


9. อดทน 


ข้อนี้ผมเน้นบอกกับตัวเองโดยเฉพาะเลยครับ เพราะเมื่อก่อนผมเป็นพวกนักพนันระยะสั้น ซื้อแล้วคาดหวังว่าจะต้องกำไรในวันหรือไม่เกินสามวัน ซึ่งทำให้ทุกข้อที่กล่าวมาผมทำผิดทั้งหมด ผมไม่มีแผนการเทรด ไม่มีกลยุทธ์ ไม่ได้ทบทวนหรือติดตามนิสัยหุ้นตัวใดๆเลย เห็นกระทู้เค้าเชียร์ตัวไหนก็ซื้อ ไม่พ้นตกเป็นเม่าให้เค้าหลอกไปรับไม้ สุดท้ายก็ขายขาดทุนไปทุกตัว จนปีล่าสุดผมวางแผนว่าจะต้องอดทน ถือหุ้นในพอร์ตให้นานขึ้น อย่างต่ำๆต้องรอให้ได้รับปันผล 1 รอบ ซึ่งพอคิดได้แบบนี้รอบการเทรดก็น้อยลง ค่าธรรมเนียมน้อยลง การซื้อขายน้อยลง ขาดทุนน้อยลง การเลือกหุ้นดีขึ้น ไม่มีปันผลไม่เอาเพราะเดี๋ยวไม่ได้ขาย ทีนี้ก็มีเวลามากขึ้น ไม่เครียดครับ แม้ราคาหุ้นในพอร์ตจะติดลบแต่เมื่อรวมปันผลแล้วกำไร หลายตัวรวมปันผลแล้วต้นทุนต่ำมากก็ไม่ขายแล้วลองถือต่อเพื่อลดต้นทุนต่อไป


10. ยอมรับความพ่ายแพ้


เมื่อเราไม่สามารถรบร้อยครั้ง ชนะทั้งร้อยครั้งได้ เราก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ การเลือกหุ้นไม่มีใครเลือกได้ถูกไปทุกตัว บางครั้งเราคิดว่าเลือกธุรกิจที่ดีแล้ว ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 10 บาท ต่ำกว่าราคา IPO เข้าตลาดวันแรกที่ 15 บาทอีก แถมหุ้นตัวนี้ยังเคยพุ่งไปถึง 25 บาทด้วย เราได้เปรียบส่วนต่างราคากว่าเจ้ามือใหญ่ ถ้ารับมา 10 บาทแล้วราคามันกลับไป 20 บาทเราก็ได้ 1 เด้งละ เอาไปโม้ได้ทั้งชีวิต แต่เมื่อเราเข้าไปแล้วเจอราคาแบบต่ำแล้วมีต่ำกว่า รับมา 10 บาท ถัวไป 9 บาทก็ยังไม่หยุด ลงมา 8 บาทก็ถัวอีกจนหมดทุน สุดท้ายมันลงมานอนที่ 7 บาท ขาดทุนไป 30% แล้ว จะรอดีไหมหรือจะยอมรับความพ่ายแพ้ เก็บทุนที่เหลือไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ลองคิดดูครับ เช่นเดียวกับหุ้นโทรทัศน์ราคา 70 บาท ลงมาเหลือไม่ถึง 20 บาท ถ้ายอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่ 35 แล้วแบบว่าช่องนี้ชั้นชอบมากอยากเป็นเจ้าของจริงๆ รับกลับไปตอน 15 บาท รอขึ้นไปอีกหน่อยค่อยขาย ก็อาจจะดีกว่าการถือยาว ไม่ขายไม่ขาดทุน จริงไหมครับ


ขอให้โชคดีครับ นักลงทุนทุกท่าน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทำอย่างไรเมื่อลงทุนผิดเงื่อนไข LTF RMF

การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากกองทุนทั้งสอง นักลงทุนควรลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างวินัยในการลงทุนและสร้างโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทำผิดเงื่อนไขในระหว่างการลงทุน แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นให้ต้องผิดเงื่อนไขการลงทุนไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือเผลอลืมไป InvestorPostsก็มีข้อมูลจะมาแนะนำเพื่อนๆให้ทราบว่าควรทำอย่างไรเมื่อลงทุนผิดเงื่อนไข LTF และ RMF

กรณีที่ 1 ซื้อเกินสิทธิ 
ผู้ลงทุนจะต้องนำกำไรส่วนต่าง (Capital gain) ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุน LTF และ RMF (นับเฉพาะส่วนที่ลงทุนเกิน) ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้ลงทุนต้องคืนภาษีที่ได้รับการยกเว้นไป พร้อมจ่ายเงินคืนเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ผู้ลงทุนขอยกเว้นภาษีจนถึงเดือนที่ผู้ลงทุนทราบว่าตนได้ทำผิดเงื่อนไขการลงทุน นอกจากนี้ ต้องนำ Capital gain ที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมเป็นเงินได้ของปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีเงินได้อีกด้วย
กรณีที่ 2 ขายคืน LTF ก่อนครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน (ยกเว้นกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ จะถือว่าไม่ผ…

ความแตกต่างของเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมLTFและRMF

หลายท่านคงรู้จักและเคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)อยู่แล้ว บางท่านอาจจะยังสงสัยในเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนทั้งสองอยู่ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร สิ่งที่ผู้ลงทุนในกองทุนรวมLTFและRMF มักจะเป็นกังวลอยู่เสมอก็คือการกลัวทำผิดเงื่อนไขการลงทุน ดังนั้นInvestorPostsจึงขอนำเสนอบทความสั้นๆเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจถึงเงื่อนไขการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อและขายกองทุน
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึงตอไปเราจะเรียกสั้นๆว่า LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีจุดเด่นที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามฐานภาษีของนักลงทุน เป็นแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว(อย่างน้อย 5 ปีเต็มหรือ 7 ปีปฎิทินในLTF) เพียงแต่ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีง่ายๆดังนี้
เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ลงทุน LTF ได้สูงสุด ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินต่อปีลงทุน LTF ได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ต้องถือครองกองทุน LTF ดังกล่าวไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน ไม่บังคับให้ต้องลงทุน LTF ต่อเนื่องทุกปี ลงทุนLTFปีไหน ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ในปีนั้น สามารถซื้อกองอื่นๆสลับ…