วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

Filled Under:

10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

มกราคม 12, 2561

สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ เราก็จะมาว่ากันถึง 10 เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จกันนะครับ การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องปรับนิสัยการลงทุนของเราดังนี้ 

1. ต้องมีแผนการเทรด 

นักลงทุนที่ดี ควรต้องมีการวางแผนก่อนการลงทุนทุกครั้ง การลงสนามแบบไม่มีการวางแผนเตรียมความพร้อมก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่ไม่เคยเรียนการชกอย่างถูกวิธีและมีฝึกซ้อมอย่างจริงจัง เป็นได้แค่เพียงนักมวยวัดที่ชกได้แต่ชกไม่เป็น เพราะไม่มีการเรียนรู้ วางแผนการชกที่ดีพอ ไม่รู้จักการเก็บลมหายใจไว้ใช้จนครบยก ยิ่งชกก็ยิ่งหมดแรง ยิ่งออกหมัดก็ยิ่งเปิดเป้าให้คู่ต่อสู้ถลุง เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ลงสนามเทรดโดยไม่มีการวางแผนอะไร ยิ่งเทรดยิ่งขาดทุน ทุนหายกำไรหดหมดไปกับค่าธรรมเนียมและการคัทลอส ดังนั้นการวางแผนก่อนการเทรดทุกครั้งจึงสำคัญอย่างมาก


2. ต้องมีกลยุทธ์ 

นักลงทุนที่ดีต้องมีกลยุทธ์ กลยุทธ์ของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนเลือกลงทุนระยะสั้น บางคนเลือกลงทุนระยะยาว บางคนชอบเน้นสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคานิ่งๆไว้รับปันผล บางคนชอบหุ้นซิ่งเอาไว้เก็งกำไรส่วนต่างราคา ซึ่งทุกคนที่ว่ามานี้ไม่มีใครผิด นักลงทุนสามารถเลือกกลยุทธ์การลงทุนแบบใดก็ได้ที่เข้ากับจริตของตัวเอง ขอเพียงแค่การลงทุนนั้นไม่ขาดทุนเป็นอันใช้ได้


3. รู้จักการจัดการความเสี่ยง 


การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ คำกล่าวนี้ผมได้ยินมาหลายสิบปีแล้วจนถึงวันนี้มันก็ยังไม่ล้าสมัย การทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น ขอเพียงเรารู้จักการบริหารความเสี่ยง เลี่ยงข้อผิดพลาดที่จะทำให้เราล้มเหลว เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก


4. ทำจิตใจให้ว่าง 


ที่แนะนำให้ทำใจให้ว่างนี้ก็เนื่องจากว่าการลงทุนทุกครั้งมีทั้งเรื่องให้ตื่นเต้นและเสียใจ เราตื่นเต้นเวลาเห็นราคาหุ้นในพอร์ตกำลังเติบโต เช่นเดียวกับที่เราเสียใจที่เห็นหุ้นในพอร์ตหลายตัวดำดิ่งลงไป ถ้าเราไม่มีสมาธิกับการเทรดมากพอ ปล่อยให้เรื่องราวนอกตลาดมารบกวน รับข่าวสารมามากเกินไป เราก็อาจจะพลาดขายหมูหุ้นที่เราเพิ่งจะตื่นเต้นดีใจไปเมื่อกี้ หรืออาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้า เก็บกด เมื่อเห็นพอร์ตเราแดงทั้งกระดาน ดังนั้นก่อนตลาดเปิดผมแนะนำให้ท่านทำสมาธิง่ายๆเช่นการหายใจเข้าออกยาวๆหลายๆครั้ง ทำใจให้สงบ เคลียร์สมองให้โล่งก่อนครับ


5. หมั่นฝึกวินัย 


ไม่ขาย ไม่ขาดทุน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้นะครับ และก็เป็นเรื่องจริงด้วย(ส่วนหนึ่ง)ที่ไม่ขายก็ไม่ขาดทุนจริงๆนั่นแหละถ้าคุณรอให้ราคาหุ้นมันกลับมาได้ แต่มีข้อแม้นะ บริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ห้ามเจ๊งไปก่อนล่ะ วินัยในที่นี้สัมพันธ์กับข้อ 1 ที่บอกว่าต้องมีแผนการเทรด และข้อ 2 ที่ต้องมีแผนกลยุทธ์ เราวางแผนว่าจะเทรดแบบไหน ทะยอยซื้อ ทะยอยขาย ตั้งเป้าหมายกำไร 10%ขายทันที หรือ ขาดทุน 5%จะCut loss ขายตัดขาดทุนทันที หรือว่าฉันไม่สนใจราคา สะสมหุ้นไปเรื่อยๆทุกเดือนตามหลักการ DCA นักลงทุนที่ดีเมื่อวางแผนอย่างไรก็ต้องมีวินัยทำตามนั้นครับ ฝึกไว้ให้เป็นนิสัย แล้วเราจะลดการขายหมู ซื้อหมา หรืออาการติดดอยได้


6. วิเคราะห์ตลาด 


บางคนสงสัย เราซื้อหุ้นเป็นตัวๆแล้วทำไมต้องวิเคราะห์ตลาด การมองตลาดภาพรวมทำให้เราทราบว่าถึงเวลาต้องสะสมเงินสดหรือต้องลงทุนหุ้นเก็งกำไร ในยามที่ตลาดไม่ดี ต่อให้บริษัทดีแค่ไหนราคาหุ้นก็จะถูกภาพรวมของตลาดกดลงมาอยู่ดี เช่นเดียวกับตอนที่ตลาดบ้านเราลบลงไป 1200 จุดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ราคาหุ้น PTT ลงไปที่ 200 บาทโดยประมาณ ตลาดมีแต่ข่าวร้าย พอมาปีนี้ตลาดหุ้นแตะ 1800 จุดตั้งแต่ต้นปี 2561 ราคาหุ้นตัวเดียวกันวิ่งไปเกือบ 500 บาท ตลาดมีแต่ข่าวดี นี่คือตัวอย่างภาพรวมของตลาดที่ส่งผลต่อหุ้นรายตัว 


7. ทบทวนการเทรด 


แน่นอนว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด และไม่มีใครวางแผนการเทรดและเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทุกครั้ง เมื่อเริ่มลงทุนไปสักพักเราจะยิ่งเห็นความบกพร่องของตนเอง บางคนอาจเสียเงินจ่ายค่าหน่วยกิตไปเป็นหลักหมื่นหลักแสนหรือหลักล้านบาท ซึ่งเมื่อได้นำมาทบทวน ค.ว.ย. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ แต่ละครั้ง แต่ละรอบการเทรด เราผิดพลาดตรงไหน หรือตรงไหนที่เราทำได้ดีแล้ว เมื่อนำมาปรับแผนให้ดีขึ้นเราก็จะเป็นนักลงทุนยิ่งเก่งขึ้นครับ


8. ศึกษานิสัยราคาหุ้น 

หุ้นก็เหมือนคนนี่แหละครับ มีนิสัยส่วนตัวของมัน หุ้นที่ดีส่วนใหญ่จะวิ่งในกรอบของตัวเอง วันดีคืนดีอาจมีจังหวะลากยาวๆหรือกดลงมาหนักๆ ให้เราพิจารณาเลือกเป็นจังหวะขายทำกำไรหรือเข้าเก็บสะสม กรอบราคาอาจมีการยกขึ้นถ้าผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่อง หรืออาจจะเข้าสู่ขาลงถ้าผลประกอบการแย่ลง ผมจึงมักเก็บสะสมเศษหุ้นที่สนใจเพื่อเอาไว้ติดตามราคาครับ ตัวไหนเราชอบก็วางแผนเก็บเพิ่ม ตัวไหนเลี้ยงไว้ดูเล่นสักพักแล้วไม่ถูกจริตก็ขายออกไป ปรับพอร์ตใหม่ การซื้อเป็นเศษหุ้นทำให้เราไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก หลายครั้งเราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกกว่าหรือแพงกว่าราคาปกติ


9. อดทน 


ข้อนี้ผมเน้นบอกกับตัวเองโดยเฉพาะเลยครับ เพราะเมื่อก่อนผมเป็นพวกนักพนันระยะสั้น ซื้อแล้วคาดหวังว่าจะต้องกำไรในวันหรือไม่เกินสามวัน ซึ่งทำให้ทุกข้อที่กล่าวมาผมทำผิดทั้งหมด ผมไม่มีแผนการเทรด ไม่มีกลยุทธ์ ไม่ได้ทบทวนหรือติดตามนิสัยหุ้นตัวใดๆเลย เห็นกระทู้เค้าเชียร์ตัวไหนก็ซื้อ ไม่พ้นตกเป็นเม่าให้เค้าหลอกไปรับไม้ สุดท้ายก็ขายขาดทุนไปทุกตัว จนปีล่าสุดผมวางแผนว่าจะต้องอดทน ถือหุ้นในพอร์ตให้นานขึ้น อย่างต่ำๆต้องรอให้ได้รับปันผล 1 รอบ ซึ่งพอคิดได้แบบนี้รอบการเทรดก็น้อยลง ค่าธรรมเนียมน้อยลง การซื้อขายน้อยลง ขาดทุนน้อยลง การเลือกหุ้นดีขึ้น ไม่มีปันผลไม่เอาเพราะเดี๋ยวไม่ได้ขาย ทีนี้ก็มีเวลามากขึ้น ไม่เครียดครับ แม้ราคาหุ้นในพอร์ตจะติดลบแต่เมื่อรวมปันผลแล้วกำไร หลายตัวรวมปันผลแล้วต้นทุนต่ำมากก็ไม่ขายแล้วลองถือต่อเพื่อลดต้นทุนต่อไป


10. ยอมรับความพ่ายแพ้


เมื่อเราไม่สามารถรบร้อยครั้ง ชนะทั้งร้อยครั้งได้ เราก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ การเลือกหุ้นไม่มีใครเลือกได้ถูกไปทุกตัว บางครั้งเราคิดว่าเลือกธุรกิจที่ดีแล้ว ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 10 บาท ต่ำกว่าราคา IPO เข้าตลาดวันแรกที่ 15 บาทอีก แถมหุ้นตัวนี้ยังเคยพุ่งไปถึง 25 บาทด้วย เราได้เปรียบส่วนต่างราคากว่าเจ้ามือใหญ่ ถ้ารับมา 10 บาทแล้วราคามันกลับไป 20 บาทเราก็ได้ 1 เด้งละ เอาไปโม้ได้ทั้งชีวิต แต่เมื่อเราเข้าไปแล้วเจอราคาแบบต่ำแล้วมีต่ำกว่า รับมา 10 บาท ถัวไป 9 บาทก็ยังไม่หยุด ลงมา 8 บาทก็ถัวอีกจนหมดทุน สุดท้ายมันลงมานอนที่ 7 บาท ขาดทุนไป 30% แล้ว จะรอดีไหมหรือจะยอมรับความพ่ายแพ้ เก็บทุนที่เหลือไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ลองคิดดูครับ เช่นเดียวกับหุ้นโทรทัศน์ราคา 70 บาท ลงมาเหลือไม่ถึง 20 บาท ถ้ายอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่ 35 แล้วแบบว่าช่องนี้ชั้นชอบมากอยากเป็นเจ้าของจริงๆ รับกลับไปตอน 15 บาท รอขึ้นไปอีกหน่อยค่อยขาย ก็อาจจะดีกว่าการถือยาว ไม่ขายไม่ขาดทุน จริงไหมครับ


ขอให้โชคดีครับ นักลงทุนทุกท่าน